The 1 Central Group ถอดรหัสเมกะเทรนด์ขับเคลื่อนอนาคตรีเทลเอเชีย บนเวทีเสวนาเปิดงาน World Retail Lab Asia 2026 ณ ฮ่องกง
The 1 Central Group ผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย และ 1 ใน 5 ของเอเชีย ได้รับเกียรติร่วมเปิดเวทีระดับเอเชีย World Retail Lab Asia 2026 ณ ฮ่องกง โดย คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ President, The 1 Central Group ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะตัวแทนธุรกิจรีเทลไทย ถ่ายทอดมุมมองจากประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมชี้เมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรีเทลเอเชียสู่ปี 2030 โดยเน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันเพื่อสร้างยอดขาย สู่การส่งมอบคุณค่าที่แท้จริง การใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างยั่งยืน การร่วมแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทผู้นำลอยัลตี้แพลตฟอร์มระดับสากล ต่อเนื่องจากการเข้าร่วมเวที World Retail Congress ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี
ถอดรหัส 4 เมกะเทรนด์กุญแจสำคัญรีเทลเอเชียสู่ปี 2030
คุณกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ได้ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรีเทลเอเชีย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากยอดขายหรือการขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภค ส่งมอบคุณค่าที่ตอบโจทย์ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมี 4 เมกะเทรนด์สำคัญที่ธุรกิจรีเทลต้องจับตา ได้แก่
- Value Over Vanity: เมื่อคุณค่าที่แท้จริงสำคัญกว่าภาพลักษณ์แบรนด์
พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเลือกแบรนด์เพื่อสะท้อนสถานะทางสังคม (Status) ไปสู่การมองหาคุณค่า (Value) ที่ตอบโจทย์ความต้องการและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น แม้แต่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและ Luxury Shopper ซึ่งมีศักยภาพในการจ่ายราคาเต็ม ก็ยังให้ความสำคัญกับ Privileges, Rewards และ Experiences ที่ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและให้ความสำคัญกับตนเองเป็นพิเศษ
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้าง Loyalty ในตลาด Premium ยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ แต่เป็นการสร้างความผูกพันระยะยาวผ่านคุณค่าและประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการยอมรับและเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างแท้จริง
2 Wellness & Outdoor: จากกระแสสุขภาพสู่วิถีชีวิตที่ขับเคลื่อนรีเทลยุคใหม่
ความสนใจด้านสุขภาพ (Health & Wellness) และกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor Lifestyle) กำลังเปลี่ยนจากกระแสชั่วคราวไปสู่วิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วเอเชีย โดยผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก การใช้ชีวิตแบบ Active และการลงทุนกับประสบการณ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจรีเทล ทั้งในด้านการพัฒนาสินค้า บริการ และการออกแบบพื้นที่หน้าร้านให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้ากับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม จะมีโอกาสสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้มากกว่าการตอบสนองความต้องการด้านการจับจ่ายเพียงอย่างเดียว
3.The Silver Shift: โอกาสการเติบโตระลอกใหม่จากกลุ่ม Silver Spender
ขณะเดียวกัน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของหลายประเทศในเอเชียกำลังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญจากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง หรือ Silver Spender ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมรีเทล
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้จำเป็นต้องก้าวข้ามการนำเสนอสินค้าสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบเดิม ไปสู่การทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ ความสนใจ และความต้องการเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นด้าน Health, Comfort, Security และ Life Experiences เพราะผู้บริโภครุ่นใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงความสะดวกสบาย แต่ยังต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีความกระตือรือร้น และเปิดรับกับประสบการณ์ใหม่ๆ
ดังนั้น ธุรกิจรีเทลที่สามารถนำข้อมูลและความเข้าใจผู้บริโภคมาพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด จะสามารถสร้างโอกาสการเติบโตจากกลุ่ม Silver Spender ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
4. AI as a New Utility: จากเทคโนโลยีแห่งอนาคต สู่โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี
ท่ามกลางความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยี AI กำลังก้าวข้ามบทบาทของเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สู่การเป็น “New Utility” หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวัน
ในมุมของผู้บริโภค AI เริ่มเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้าและแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ภาคธุรกิจรีเทลสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้ง Real-time Forecasting, Dynamic Pricing, Inventory Optimization และ Automated Personalization ซึ่งช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ความต้องการ บริหารจัดการทรัพยากร และส่งมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
คุณกวินยังมองว่า ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจรีเทลอย่างมีนัยสำคัญ โดยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์พฤติกรรม และตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์ จะไม่ใช่เพียงความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการระบุโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน และนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
จากเมกะเทรนด์สู่ทิศทางรีเทลโลก: เมื่อ AI ต้องเดินคู่กับคุณค่าและความเข้าใจผู้บริโภค
ค้อนไปตอกตะปูตัวไหน เพื่อสร้างผลลัพธ์และความคุ้มค่าสูงสุดขณะที่ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค แนวคิด Value Over Vanity ยังสอดคล้องกับมุมมองของ Scott Price จาก DFI Retail Group และ Christina Zhu จาก Walmart China ที่สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่มองหาทั้งความคุ้มค่า ความสุขจากการให้รางวัลตัวเอง (Treats) และสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิต สอดรับกับการเติบโตของ Wellness & Outdoor Lifestyle และ Silver Spender ที่คุณกวินได้ฉายภาพไว้
นอกจากนี้ Jamie Salter จาก Authentic Brands Group ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของ Content Drives Commerce หรือการใช้คอนเทนต์และเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ควบคู่กับการทำ Localization เพื่อปรับสินค้า การสื่อสาร และประสบการณ์ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีความหลากหลายสูง ซึ่งสะท้อนว่าการเข้าใจความแตกต่างของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตของแบรนด์ระดับสากล
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หัวใจของธุรกิจรีเทลยังคงเป็นเรื่องของผู้คนและความสัมพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Jennifer Woo จาก The Lane Crawford Joyce Group ที่เน้นย้ำว่า รีเทลยังคงเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นมนุษย์ เทคโนโลยีมีหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวก แต่ไม่สามารถทดแทนความจริงใจ ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้
ภาพรวมของแนวคิดจากผู้นำธุรกิจบนเวที World Retail Lab Asia 2026 จึงสะท้อนทิศทางสำคัญว่า อนาคตของธุรกิจรีเทลเอเชียไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้เทคโนโลยีมากที่สุดหรือขยายธุรกิจได้รวดเร็วที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าใจผู้บริโภค ส่งมอบคุณค่าที่แท้จริง และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนได้ดีกว่ากัน
สำหรับ The 1 Central Group แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Redefining Loyalty into Enduring Relationships” ที่มุ่งยกระดับ Loyalty จากการสะสมและแลกคะแนน สู่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน Data, Technology และ Customer Intelligence เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์และผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ตอกย้ำบทบาทของ The 1 Central Group ในฐานะผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์และลอยัลตี้แพลตฟอร์มที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมรีเทลไทยและเอเชียอย่างยั่งยืน